วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

บทที่ 3 ฐานข้อมูลและคลังข้อมูล

บทที่ 3
ฐานข้อมูล และคลังข้อมูล

โครงสร้างข้อมูล
            มีรูปแบบเป็นลำดับชั้นโดยเริ่มจากหน่วยที่เล็กที่สุด คือ
บิต (Bit) คือหน่วยที่เล็กที่สุด ประกอบด้วยเลขฐานสอง ซึ่งมีสถานะเป็น 0 กับ 1
ไบต์ (Byte) ประกอบด้วยบิตหลายๆ บิตมาเรียงต่อกัน เช่น นำ 8 บิตมาเรียงกันเป็น 1 ไบต์
เขตข้อมูล (Field) เป็นการนำข้อมูลหลายอักขระมารวมกันเป็นคำเพื่อให้เกิดความหมาย
ระเบียนข้อมูล (Record) คือ กลุ่มของเขตข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน ถูกนำมารวมกัน เช่น ระเบียนข้อมูลพนักงาน
ไฟล์ (File) คือ กลุ่มของระเบียนข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันถูกนำมาจัดเก็บไว้ด้วยกัน

ปัญหาเกี่ยวกับแฟ้มข้อมูล
ความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy)  การจัดเก็บข้อมูลมากกว่าหนึ่งแห่ง ทำให้ยากที่จะควบคุมถูกต้องตรงกันของข้อมูล
ความผูกพันระหว่างข้อมูลและโปรแกรม (Program-Data Dependence) คือ ความไม่เป็นอิสระของข้อมูล หากมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือวิธีการเรียกใช้ข้อมูลย่อมมีผลกระทบต่อโปรแกรม ทำให้ต้องตามแก้โปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาโปรแกรมสูง
การไม่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ (Lack of Data Sharing) ข้อมูลที่มีการจัดเก็บแยกจากกันโดนแต่ละส่วนงานจัดเก็บข้อมูลเป็นของตนเองทำให้ความซ้ำซ้อนของการใช้ข้อมูลอยู่ในระดับต่ำ ยากต่อการใช้งานร่วมกันได้
การขาดความคล่องตัว (Lack of Flexibility) ขาดการคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการใหม่ๆ เนื่องจากแฟ้มข้อมูลไม่สนับสนุนงานในรูปแบบที่ไม่เคยทำเป็นประจำ
การขาดระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี (Poor Security) คือ การกำหนดว่าผู้ใช้รายใดสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในระดับใดได้บ้างจะทำได้ยากโดยการเขียนโปรแกรม วิธีรักษาความปลอดภัยของระบบแฟ้มข้อมูลมีขอบเขตความสามารถค่อนข้างจำกัด

แนวทางในการใช้ฐานข้อมูลในการบริหารจัดการข้อมูล
ลดความซ้ำซ้อน (Minimum Redundancy) การจัดเก็บของแฟ้มข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลเดียวกันไว้หลายแห่ง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การนำข้อมูลมารวมกันเพื่อตัดหรือลดส่วนที่ซ้ำกันออกไปจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้
มีความเป็นอิสระของข้อมูล (Data Independence) DBMS ช่วยในการดูแลการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อมูล ทำให้โปรแกรมต่างๆ เป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อมูล
สนับสนุนการใช้ข้อมูลร่วมกัน (Improved Data Sharing) การจัดเก็บข้อมูลไว้ในส่วนกลางช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โปรแกรมประยุกต์ที่จะพัฒนาขึ้นใหม่สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้โดยไม่จำเป็นต้องพิ่มข้อมูลเข้าไปในระบบอีก
มีความคล่องตัวในการใช้งาน (Improved Flexibility) การเก็บข้อมูลในส่วนกลางจะช่วยใหม่มีความคล่องตัวในการใช้งานเพราะมี DBMS โดยทั่วไปจะมีเครื่องมือสนับสนุนในการสร้างแบบฟอร์มและรายงานต่างๆ ซึ่งช่วยลงขั้นตอนและเวลาในการจัดทำ
มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูง (High Degree of Data Integrity) านข้อมูลมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล โดย DBMS จะตรวจสอบรหัสผ่านเข้าสู่ระบบ และจะอนุญาตให้ผู้ที่มีสิทธิเข้ามาในระบบทำการเรียกดูข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลได้เฉพาะสิทธิที่กำหนดในแต่ละคนเท่านั้น

องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล
ระบบฐานข้อมูลประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน คือ
1.  ข้อมูล (Data) ข้อมูลและความสัมพันธ์ของข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูล
2.  ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง
3.  ซอฟต์แวร์ (Software) ระบบปฏิบัติการ (Operating Systems) และระบบจัดการข้อมูล (Database Management System : DBMS)
4.  ผู้ใช้ (Users) บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล

รูปแบบของฐานข้อมูล (Database Model)
แบบจำลองฐานข้อมูลลำดับชั้น (Hierarchical Database Model) มีโครงสร้างคล้ายโครงสร้างต้นไม้ (Tree Structure)
            1.  ข้อมูลมีความสัมพันธ์กันในลักษณะ One-to-Many
            2.  ข้อมูลจะได้รับการจัดเก็บในรูปของ Segment
            3.  Segment ที่อยู่บนสุดเรียกว่า Root Node ลงมาเรียกว่า Child Node
            4.  Node ระดับบนจะเป็น Parent Segment ของ Node
            5.  ระดับล่างลงมาโดยที่ Parent Segment สามารถมี Child Segment ได้มากกว่าหนึ่ง ในขณะที่ Child Segment จะขึ้นอยู่กับ Parent Segment เดียวเท่านั้น

ข้อดีและข้อจำกัด
            เข้าใจง่าย มีความซ้ำซ้อนน้อยและเหมาะกับข้อมูลที่มีการเยงลำดับอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถรองรับความสัมพันธ์ของข้อมูลในลักษณะ Many-to-Many และการเข้าถึงข้อมูลมีความคล่องตัวน้อย

แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่าย (Network Database Model)
            โครงสร้างของข้อมูลที่นำเสนอเป็นลักษณะ Multi-List Structure โดยมีความสัมพันธ์ของข้อมูลเป็นแบบ Many-to-Many โดยที่ Segment สามารถมี Parent ได้มากกว่าหนึ่ง และจะเรียก Parent  ว่า Owner ส่วน Child เรียกว่า Member

ข้อดีและข้อจำกัด
            ความซ้ำซ้อนของข้อมูลมีน้อยกว่าแบบจำลองฐานข้อมูลลำดับชั้น สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบไป-กลับได้ โดยใช้พอยน์เตอร์ วิธีนี้จะเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บพอยน์เตอร์ และยังมีความยุ่งยากอยู่ในการเปลี่ยนแปลโครงสร้างข้อมูลที่มีความซับซ้อน

แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Model)
            แสดงโครงสร้างของข้อมูลในรูปแบบตาราง และเรียกตารางว่า รีเลชัน (Relation) โดยแต่ละรีเลชันประกอบด้วย แถวหรือทัพเพิล (Tuple) และ คอลัมน์ซึ่งเรียกว่า แอตทริบิวต์ (Attribute) ในแต่ละรีเลชันจะมีแอตทิรบิวต์หรือกลุ่มของแอตทริบิวต์ ซึ่งเรียกว่า คีย์ (Key)

ข้อดีและข้อจำกัด
            มีโครงสร้างที่เข้าใจง่ายกว่าฐานข้อมูลอื่นๆ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเข้าใจถึงโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลทางกายภาพ ข้อมูลมีความเป็นอิสระจากโปรแกรม แต่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพสูง

ระบบข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Database)
            ข้อมูลจัดเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องตามพื้นที่ต่างๆ แทนที่จะเก็บไว้ที่ส่วนกลางเพียงแห่งเดียว เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน โดยเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้สามารถสื่อสารถึงกันได้

ข้อดีและข้อจำกัด
            ข้อมูลสอดคล้องกับลักษณะการใช้งานจริง ทำให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ข้อมูลแบบกระจายจะมีความซับซ้อนในการประมวลผลเพื่อเรียกใช้ข้อมูล การฟื้นสภาพ และการออกแบบฐานข้อมูลมากกว่าระบบฐานข้อมูลแบบรวม

ฐานข้อมูลแบบออบเจ็กต์ (Object-Oriented Database)
            เรียกว่า ฐานข้อมูลเชิงวัตถุเกิดจากแนวคิดการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object-Oriented Program :OOP) เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสลับซับซ้อน มีขนาดใหญ่ และมีความหลากหลายมากกว่าเดิม เช่น ข้อมูลเสียง รูปภาพ และ วีดิทัศน์

ข้อดีและข้อจำกัด
            สามารถเก็บข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ข้อมูลวัตถุ และข้อมูลมัลติมีเดียได้ง่าย แต่การประมวลผลรายการ ข้อมูลทั่วไปจะไม่รวดเร็วเท่ากับระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

คลังข้อมูล (Data Warehouse)
            คือ ที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งและหลากหลายชนิด เข้าด้วยกัน เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์การ โดยข้อมูลในคลังข้อมูลอาจได้มาจากฐานข้อมูลของระบบปฏิบัติการในองค์การ และฐานข้อมูลจากแห่งภายนอกองค์การ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะได้รับการเลือก, กลั่นกรอง และปรับแก้ไขทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ดาต้ามาร์ท (Data Mart)
            คือ คลังข้อมูลขนาดเล็กที่มีลักษณะเจาะจง สำหรับใช้ในองค์การธุรกิจ มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าคลังข้อมูล และการจัดทำข้อมูลดาต้ามาร์ท ใช้เวลาที่สั้นกว่าคลังข้อมูล และการนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจภายในหน่วยงาน สะดวกกว่าการใช้คลังข้อมูล

ธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence : BI)
            คือ การใช้ข้อมูลขององค์การที่มีคุณค่ามาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการดำเนินงานของธุรกิจ ซึ่งโดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการเข้าใช้งานข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการค้นพบโอกาสใหม่ๆ ในการดำเนินการทางธุรกิจ


บทที่ 2 การบริหารทรัพยากรคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

บทที่ 2
การบริหารทรัพยากรคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

วงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์
มีขั้นตอนการทำงานพื้นฐาน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย การรับข้อมูล การประมวลผล การแสดงผล และการจัดเก็บข้อมูล หรือที่เรียกย่อๆ ว่า IPOS Cycle (Input Process Output Storage Cycle)
1. รับข้อมูล (Input) อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น เมาส์ Mouse สแกนเนอร์ (Scanner) ไมโครโฟน (Microphone) และกล้องดิจิทัล (Digital Camera) เป็นต้น
2. ประมวลผล (Process) เช่น การคำนวณ ภาษี คำนวณเกรดเฉลี่ย
3. แสดงผล (Output) การที่ได้จากการประมวลผลไปยังหน่วยแสดงผล ซึ่งอุปกรณ์ได้แก่ จอภาพ ลำโพง เครื่องพิมพ์
4. จัดเก็บข้อมูล (Storage) คือการจัดเก็บข้อมูลลงในอุปกรณ์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ แผ่นซีดีรอมประเภทของคอมพิวเตอร์
โดยทั่วไปนิยมจำแนกประเภทคอมพิวเตอร์เป็น 7 ประเภท
1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด มีราคาสูงมาก สามารถประมวลผลได้ถึงพันล้านคำสั่งต่อวินาที ปัจจุบันมีการนำไปใช้กับงานออกแบบชิ้นส่วนรถ งานวิเคราะห์สินค้าคงคลัง การออกแบบงานด้านศิลปะ ฯลฯ
2. คอมพิวเตอร์เมนเฟรมหรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe Computer) มีประสิทธิภาพรองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถรองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายร้อยคนในเวลาเดียวกัน นิยมใช้กับองค์การขนาดใหญ่ที่มีการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้จำนวนมากในเวลาเดียวกัน เช่น ธนาคาร การจองตั๋วเครื่องบิน การลงทะเบียน บริษัทประกัน
3. มินิคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง (Minicomputer) หรือเรียกว่า Mid-rang Computer/Sever มีประสิทธิภาพด้านความเร็วน้อยกว่าเมนเฟรม สามารถรองรับการทำงานจากผู้ใช้หลายคน ตัวอย่างการใช้งานเช่น การคำนวณทางด้านวิศวกรรม การจองห้องพักโรงแรม งานด้านการบัญชีขององค์การธุรกิจ
4. คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือที่เรียกกันว่า PC (Personal Coomputer)
5. คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือบางครั้งเรียกว่า แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (Laptop Computer) เป็นคอมฯ ที่มีขนาดเล็ก บาง และนำหนักเบา เหมาะแก่การพกพา ใช้กับไฟฟ้ามาตรฐานทั่วไป และแบตเตอรี่
6. Hand-held Personal Computer หรือ Palmtop Computer เป็นคอมฯ ที่มีขนาดเล็กที่สุด หรือที่เรียกกันว่า PDA (Personal Digital Assistant)
7. คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded Computer) นิยมนำมาใช้ทำงานเฉพาะด้าน เช่น เครื่องเล่นเกม ระบบเติมน้ำมันอัตโนมัติ โทรศัพท์มือถือ ตู้ร้องคาราโอเกะ

ทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ (Hardware)
โดยทั่วไปหมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ต่อพ่วงเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบหลัก 6 ส่วนคือ
1. อุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือ ซีพียู (CPU)
3. หน่วยความจำ (Memory)
4. อุปกรณ์แสดงผล (Output Devices)
5. อุปกรณ์การสื่อสาร (Communication Devices)
6. อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรอง (Storage Devices)

การบริหารทรัพยากรคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ให้เหมาะสมต่อการใช้งานในองค์การมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ผู้บริหารจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัดการทรัพยากรคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ให้เกิดการใช้งานให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งในการจัดการกับทรัพยากรไอทีด้านฮาร์ดแวร์นั้นมีประเด็นในการพิจารณาดังนี้
1. จัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้สอดคล้องกับความจำเป็นและการแข่งขันของธุรกิจ
2. กำหนดมาตรฐานในการจัดซื้อจัดหาทรัพยากรฮาร์ดแวร์
3. จัดทำระบบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์

เทคโนโลยีซอฟต์แวร์
มีหน้าที่ในการควบคุมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานให้ได้ตามผลลัพธ์ที่ต้องการ แบ่งเป็น 2 ประเภท
1. ซอฟต์แวร์ระบบ แบ่งได้ 2 ประเภท
- ระบบปฏิบัติการ เช่น ระบบปฏิบัติการดอส , ลีนุกซ์, windows 98, ME, XP, Vista
- โปรแกรมอรรถประโยชน์ เช่น โปรแกรม Disk Defragmenter , Virus Scan, WinZip
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานเฉพาะงานต่างๆ ขององค์การ และมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสูง เช่น Microsoft word, power point, Adobe Photoshop, Adobe Pagemaker ฯลฯ

ภาษาโปรแกรม
สามารถแบ่งเป็น 5 ยุคได้ดังนี้
1. ภาษาเครื่อง คือ ภาษาที่ประกอบด้วยเลขฐานสอง (Binary Digits หรือ bits) คือ เลข 0 กับ 1
2. ภาษาแอสแซมบลี (Assembly Language) เป็นการใช้สัญลักษณ์แทนภาษาเครื่อง 0 กับ 1 เช่น PRICE แทนตำแหน่งที่เป็นที่อยู่ของ unit price ซึ่งเดิมเป็นตัวเลข 11001011
3. ภาษาระดับสูง (High-level Languages) หรือภาษาโพรซีเยอร์ เป็นคำสั่งลักษณะเหมือนภาษาอังกฤษ เช่น add แทน คำสั่ง บวก print แทน คำสั่ง พิมพ์ ฯลฯ
4. ภาษาระดับสูงมาก (Very High-level Languages) แตกต่างจากยุคที่สาม โดยไม่ใช้ภาษาโพรซีเยอร์ โดยเพียงเขียนโปรแกรมส่งว่าต้องการอะไร (what) โดยไม่เขียนคำสั่งอธิบายว่าต้องทำอย่างไร (how) จึงเป็นการง่ายกว่าเขียนภาษาในยุคที่สาม (ก็งง..!)
5. ภาษาธรรมชาติ เป็นคำพูดของภาษามนุษย์เป็นโครงสร้างของภาษาอังกฤษ เช่น select first_n, last_n from student where gpa>3.0 แต่เป็นภาษาธรรมชาติ คือ tell me he names of students with gpa over 3.0 ส่วนมากนำไปใช้ประยุกต์กับระบบ ผู้เชี่ยวชาญ (Expert System)

กรณีศึกษาบทที่ 2

1. ประโยชน์ที่ได้จาการนำพีดีเอมาใช้ในธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวมีอะไรบ้าง
ตอบ =  - ลดการผิดพลาดในการทำอาหารที่ไม่ถูกต้องตามที่ลูกค้าต้องการ ส่งผลทำให้ลดต้นทุนในการผิดพลาดของกิจการ
- ลดเวลาในการคำนวณรายรับ-รายจ่ายต่างๆ และถูกต้องแน่นอน
- ทำให้กิจการเกิดความคล้องตัวสูงในการให้บริการลูกค้า
- ลดการใช้กระดาษ ลดน้ำหมึกด้วยค่ะ ^^”

2. ท่านคิดว่ามีข้อจำกัดหรือปัญหาอะไรบ้างในการนำเทคโนโลยีพีดีเอมาใช้ในธุรกิจนี้
ตอบ =  - ปัญหาเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการนำอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์มาใช้
            - การจัดหาอุปกรณ์ที่นำมาใช้เกินความจำเป็นที่กิจการควรได้รับ
- ด้านการพัฒนาบุคลากรในกิจการในระบบเทคโนโลยี่ใหม่

3. ธุรกิจใดบ้างที่สามารถนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ จงอธิบาย?
ตอบ =  - ธุรกิจทางด้านร้านอาหาร, ภัตตาคารขนาดใหญ่ หรือ กิจการที่มีบริเวณกว้าง (ระยะทางไกล) เช่น เรือแพต่างๆ ฯลฯ เพราะ ร้านอาหารและภัตตคารขนาดใหญ่ หรือกิจการที่มีบริเวณที่ให้บริการกว้าง (ระยะทางไกล) และมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก อีกทั้งเป็นผู้ที่รับบริการที่จัดว่ามีอำนาจในการใช้จ่ายในด้านราคาสูง และการให้บริการควรให้ความสำคัญในด้านการให้บริการเป็นอย่างมาก จึงไม่ควรเกิดความผิดพลาด ดังนั้น การนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและความสะดวกรวดเร็วให้กับกิจการ และเพื่อทำให้เกิดความประทับใจแก่ลูกค้า และเป็นการส่งผลให้กิจการมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและคุ้มกับต้นทุนที่เสียไปกับการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้

ข่าวไอที

พอยท์ เอเชียเปิดเว็บไซต์ PointThailland.com บริการ E-Directory Online โฟกัสที่กลุ่มเอสเอ็มอีที่เป็นธุรกิจฐานใหญ่ แต่ยังกล้าใช้ความเป็นไฮเทคเข้าไปช่วย ตั้งเป้าปีแรก 1.5 แสนราย หวังปั๊มรายได้จากค่าสมาชิกที่ต้องการมีโชว์รูมสินค้า 2,500 บาทต่อปี นายวิวัฒน์วงศ์ วิจิตรวาทการ กรรมการบริหาร บริษัท พอยท์ เอเชีย ในเครือล็อกซเล่ย์ กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจที่จะฉวยโอกาสจากเทคโนโลยีออนไลน์ในประเทศไทยมีน้อยมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอี ยังไม่มีการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ เพราะอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ยาก เสียเงินมาก และไม่รู้จะได้ผลหรือไม่ ซึ่งนี้หากตีโจทย์แตก โอกาสดึงผู้ประกอบการกลุ่มนี้ขึ้นมาใช้ออนไลน์มีโอกาสสูงมาก โจทย์ที่จะต้องแก้คือความง่ายในการใช้งาน ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเรื่อยๆ อย่างการเปิดตัวเว็บไซต์ PointThailland.com ที่พอยท์ เอเชียร่วมกับอีคาร์ท สตูดิโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านอี-คอมเมิร์ซพัฒนาขึ้นเพื่อให้บริการ E-Directory Online และถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในชุมชนมาหาประโยชน์จากระบบออนไลน์ได้ E-Directory เป็นแหล่งรวมธุรกิจสินค้าและบริการที่มีคุณสมบัติช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ แต่หากต้องการนำสินค้าในรูปแบบที่น่าสนใจเสมือนมีเว็บไซต์ของตัวเอง PiontThailland.com ก็มีพื้นที่สำหรับโชว์รูมแสดงสินค้า ที่ผู้ประกอบการสามารถตกแต่งให้ตรงใจได้ด้วยตัวเอง และมีพื้นที่โปรโมชันตามต้องการ โดยมีแผนที่ถ่ายภาพดาวเทียมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบร้านค้า เพื่อแสดงจุดที่ตั้งบริษัท ห้างร้าน โดยจะคิดค่าบริการปีละ 2,500 บาท โดยเรียกลูกค้ากลุ่มนี้ว่ากลุ่มผู้ขายสินค้า หรือ Point@Business อีกกลุ่มจะผู้ซื้อสินค้าซึ่งเรียกว่า Point@Home สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสะดวกในการติดต่อกับผู้ขายสินค้า ดร.ธัชพงษ์ โหตรภาวนนท์ ที่ปรึกษาพอยท์ เอเชีย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในไทยมีประมาณ 4 แสนราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าภูมิปัญญาไทย และสินค้าที่เป็นงานฝีมือ เชื่อว่า PointThailland.com จะเป็นช่องหนึ่งที่ทำหน้าที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ทั้งนี้ จากการสำรวจตลาดและหากวาดเป็นรูปปิระมิดส่วนยอดคือเป็นผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีประมาณ 10% ส่วนที่อยู่ตรงกลางคือกลุ่มที่มีความต้องการใช้คอมพิวเตอร์แต่ใช้ไม่เป็น หรือเป็นแต่ยังมีฟังก์ชันที่ง่ายสูงถึง 50% ส่วนที่เป็นฐานล่าง ที่ยังไม่มีความจำเป็นที่จะใช้ 40% “50 เปอร์เซ็นต์เป็นปัญหาของเราที่จะช่วยให้เขามาใช้เรื่องไฮเทคได้ สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดคือคอมพิวเตอร์ เราจึงมีการทำ PointThailland Station ขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี” PointThailland Station เป็นอุปกรณ์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบทุกขั้นตอนสำหรับการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดออนไลน์ โดยลักษณะการทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าวจะเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ตโดยตรงสู่เว็บไซต์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ง่าย สะดวกในการเข้าสูระบบซื้อ-ขายทางอินเทอร์เน็ตด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลรักษาอุปกรณ์และปัญหาไวรัส PointThailland Station มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 8,500 บาท หรือหาต้องการเช่าจะคิด 1,500 บาทต่อเดือน โดยทางพอยท์เอเชียให้ไปทดลองใช้ก่อน 3 เดือนในราคา 2,700 บาท หากพอใจค่อยเช่าต่อ จากบริการดังกล่าวพอยท์ เอเชียตั้งเป้าไว้ว่าจะมีสมาชิกเข้ามาใช้บริการในช่วงปีแรกประมาณ 1.5 แสนราย โดย 5 หมื่นเป็นกลุ่ม Point@Business 1 แสนเป็นกลุ่ม Point@Home โดยมีรายได้หลักมาจากค่าสมาชิกที่ต้องการมีโชว์เพื่อขายสินค้าเป็นหลัก Company Related Links : PointAsia

ที่มา :

ปริศนาอักษรไขว้

1. อุปกรณ์ที่ใช้แปลงสัญญาณระหว่างแอนะล็อคกับดิจิทัล
ตอบ =  Modem
2. ข้อเท็จจริงที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล
ตอบ =  Data
3. โปรแกรมเฉพาะที่ช่วยให้อุปกรณ์รับ/ส่งข้อมูลสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้
ตอบ =  Device drivers
4. คอมพิวเตอร์มือถือที่ใช้แพร่หลายที่สุด
ตอบ =  PDA
5. บริการบนอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้เข้าถึงทรัพยากรต่างๆ โดยผ่านส่วนติดต่อแบบมัลติมีเดีย
ตอบ =  www
6. เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก?
ตอบ =  Internet
7. อุปกรณ์ทางกายภาพของไมโครคอมพิวเตอร์
ตอบ =  Hardware
8. ไฟล์ที่สร้างจากโปรแกรมประมวลผลคำ
ตอบ =  Document files
9. ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้วด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
ตอบ =  Information
10. กฎหรือแนวทางในการใช้ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์และข้อมูล
ตอบ =  Procedures
11. ชุดคำสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
ตอบ =  Software
12. ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ผลิตงานต่างๆ
ตอบ =  End user
13. ไมโครคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง
ตอบ =  Tablet pc
14. ส่วนที่ทำหน้าที่ประสานงานกับทรัพยากรต่างๆ ของคอมพิวเตอร์
ตอบ =  Operating system
15. ไฟล์ทีสร้างจากโปรแกรมจัดการฐานข้อมูล
ตอบ =  Database Files
16. องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของระบบสารสนเทศ
ตอบ =  People
17. อุปกรณ์ที่บรรจุด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก
ตอบ =  Chassis



บทที่ 1แนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ

บทที่ 1
แนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ

ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ อาจอยู่ในรูปของตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ หรือเสียงก็ได้

สารสนเทศ (Information) หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การตัดสินใจ และการคาดการณ์ในอนาคตได้

ความรู้ (Knowledge) หมายถึง การรับรู้และความเข้าใจสารสนเทศจนถึงระดับที่สมารถวิเคราะห์ และสังเคราะห์ได้ คือมีความเข้าใจ (Understanding) ในองค์ประกอบต่างๆ จนอาจสร้างเป็นทฤษฎี หรือเป็นแบบจำลองทางความคิด และสามารถนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาในการดำเนินงานได้

ระบบ (System) หมายถึง กลุ่มของส่วนประกอบหรือระบบย่อยต่างๆ ที่มีการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ซึ่งส่วนประกอบของระบบประกอบด้วย
1.  การนำเข้า  (Input) กิจกรรมการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบเพื่อการประมวลผล
2.  การประมวลผล  (Process) การนำทรัพยากรที่ได้นำเข้าสู่ระบบมาปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่มีความหมายเพื่อใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ
3.  ผลลัพธ์ (Output) ผลผลิตจาการประมวลผล โดยทั่วไปอยู่ในรูปของเอกสารหรือรายงานสารสนเทศ
4.  ข้อมูลสะท้อนกลับ (Feedback)  ผลลัพธ์ได้จากการประมวลผลไปปรับปรุงการนำข้อมูลเข้าและกิจกรรมการประมวลผล

ระบบสารสนเทศ (Information System)
เป็นการนำองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กันของระบบมาใช้ในการรวบรวม บันทึก ประมวลผล และแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผน ควบคุม จัดการและสนับสนุนการตัดสินใจ

ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems : MIS)
หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูลการประมวลผลและการสร้างสารสนเทศขึ้นมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ การประสานงาน และการควบคุม

สาเหตุที่ทำให้เกิดสารสนเทศ
1.  พัฒนาการของความรู้ สิ่งประดิษฐ์ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
2.  พัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
3.  การพัฒนาด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร
4.  ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการพิมพ์
5.  ความจำเป็นในการใช้สารสนเทศ

ลักษณะของสารสนเทศ
1.  ถูกต้องแม่นยำ (Accurate)
2.  สมบูรณ์ครบถ้วน (Complete)
3.  เข้าใจง่าย (Simple)
4.  ทันต่อเวลา (Timely)
5.  เชื่อถือได้ (Reliable)
6.  คุ้มราคา (Economical)
7.  ตรวจสอบได้ (Verifiable)
8.  ยืดหยุ่น (Flexible)
9.  สอดคล้องกับความต้องการ (Relevant)
10.  สะดวกในการเข้าถึง (Accessible)
11.  ปลอดภัย (secure)

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์
1.  ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
2.  ซอฟต์แวร์ (Software)
3.  ข้อมูล (Data)
4.  การสื่อสารและเครือข่าย (Telecommunication)
5.  กระบวนการทำงาน (Procedure)
6.  บุคลากร (People)

ความสำคัญของสารสนเทศ
องค์การต่างๆ ได้พัฒนาแผนงานและกลยุทธ์ด้านสารสนเทศเพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจและความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในงานธุรกิจ
1.  การท้าทายของเศรษฐกิจโลก สารสนเทศ คือ อำนาจ และการรู้จกคู่แข่งขัน และลูกค้า เป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้การดำเนินงานธุรกิจประสบความสำเร็จ
2.  การแข่งขันทางการค้า  จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ไร้ขีดจำกัด และการทำธุรกิจมีความเป็นอิสรเสรีมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันทางการค้ามีความรุนแรงมากขึ้น
3.  การขยายเครือข่ายทางการค้า  การเปลี่ยนแปลงค่านิยมและวัฒนธรรมการบริโภคสินค้าขอผู้บริโภคทำให้การดำเนินงานธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค รูปแบบธุรกิจที่แต่เดิมมีการซื้อ-ขายและให้บริการภายในประเทศที่ผลิตสินค้าเท่านั้นได้มีการขยายตลาดไปยังสาขาต่างๆ  รูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายคือ ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) และธุรกิจออนไลน์ในลักษณะของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)
4.  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ   ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศกระจายไปยังผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกและรวดเร็ว ทำให้แต่ละองค์การต่างๆ ได้นำเทคโนโลยีทันสมัยมาประยุกต์เพื่อการพัฒนาระบบสารสนเทศให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ให้บริการลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน

ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
1.  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
2.  ช่วยสร้างทางเลือกในการแข่งขัน
3.  ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ
4.  ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต

กรณีศึกษาบทที่ 1
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารงานร้านไอศกรีม Iberry

1.  ประโยชน์ที่ร้านไอศกรีม Iberry นำไอทีเข้ามาช่วยการบริหารงาน นอกจากการแก้ปัญหาข้างต้นแล้ว ท่านคิดว่าทางร้านยังได้รับประโยชน์ใดได้บ้าง
ตอบ =  1.  ทำให้ไม่สูญเสียรายได้ที่ต้องเสียไปกับไอศกรีมที่เสียหาย
2.  ป้องกันการทุจริตของพนักงานขาย
3.  สามารถทราบได้ว่าไอศกรีมรสชาติใดขายได้มากที่สุดและรสชาติใดขายได้น้อยที่สุดเพื่อที่จะได้ทำการส่งเสริมการขายได้อย่างถูกต้อง
4.  สามารถควบคุมและดูแลสาขายย่อยต่างๆ ให้มีมาตรฐานในการบริการและคุณภาพของสินค้าที่เท่าเทียมกัน

2.  ท่านคิดว่าในอนาคตร้านไอศกรีม Iberry สามารถนำไอทีเข้ามาช่วยงานด้านใดอีกได้บ้าง
ตอบ = ช่วยในการส่งเสริมการขายต่างๆ โดยการโฆษณาผ่านสื่อสารสนเทศ และช่วยในการจำหน่ายสินค้าผ่านสื่อสารสนเทศหรืออินเตอร์เน็ท

3.  จากแนวคิดการนำไอทีมาใช้แก้ปัญหาของผู้บริหารร้านไอศกรีม Iberry นั้น ท่านคิดว่าสามารถนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจใดได้บ้าง จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ = ธุรกิจ หอพัก หรือสถานที่ให้เช่าที่พักต่างๆ
1.  สามารถใช้ระบบเซนเซอร์เพื่อวัดแรงดันไฟฟ้า เมื่อแรงดันกระแสไฟฟ้าลดลางจนถึงจุดที่กำหนด ระบบไฟฟ้าสำรองจะทำงาน
2.  สามารถใช้กล้องวงจรปิดที่ติดตั้ง เพื่อป้องกันและบันทึกเหตุการณ์ร้ายต่างๆ และตรวจจับพฤติกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ร้ายที่ไม่คาดคิด
3.  สามารถนำซอฟแวร์มาประยุกต์ใช้ในการคิดค่าเช่า รวมไปถึงค่าโทรศัพท์ ค่าไฟฟ้าและประปา รวมไปถึงค่าบริการเสริมต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

คำถามท้ายบทที่ 1

1.  ระบบสารสนเทศคืออะไร และระบบสารสนเทศมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างไรบ้าง?
ตอบ =  ระบบสารสนเทศ เป็นการนำองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กันของระบบมาใช้ในการรวบรวม บันทึก ประมวลผล และแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผน ควบคุม จัดการและสนับสนุนการตัดสินใจ มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยการที่ ปัจจุบันการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันต้องอยู่ภายใต้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและซับซ้อน จึงจำเป็นต้องได้รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแน่นอนและรวดเร็วและเป็นผลทำให้เกิดการพึ่งพาระบบสารสนเทศต่างๆ เข้ามาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น และอาจยิ่งทวีความต้องการระบบสารสนเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบันและอนาคต

2.  ข้อมูลกับสารสนเทศ และสารสนเทศกับความรู้ แตกต่างกันอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ =  ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงต่างๆ อาจอยู่ในรูปของตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ หรือเสียงก็ได้
สารสนเทศ คือ สิ่งที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การตัดสินใจ และการคาดการณ์ในอนาคต ความรู้ คือการรับรู้และความเข้าใจสารสนเทศจนถึงระดับที่สามารถวิเคราะห์ และสังเคราะห์ได้ คือมีความเข้าใจ ในองค์ประกอบต่างๆ จนอาจสร้างเป็นทฤษฎี หรือเป็นแบบจำลองทางความคิด และสามารถนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาในการดำเนินงานได้

3.  ส่วนประกอบของระบบสารสนเทศทั่วๆ ไปมีอะไรบ้าง
ตอบ=    1.  การนำเข้า  (Input)
2.  การประมวลผล  (Process)
3.  ผลลัพธ์ (Output)
4.  ข้อมูลสะท้อนกลับ (Feedback) 

4.  ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ (CBIS) คืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
ตอบ =  ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ( Computer  Based  Information  System   หรือ  CBIS) คือ การจัดเก็บข้อมูลต่างๆ หรือ การจัดการข้อมูลต่างๆ โดยใช้คอมพิวเตอร์ โดยมีองค์ประกอบดังนี้

1.  ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
2.  ซอฟต์แวร์ (Software)
3.  ข้อมูล (Data)
4.  การสื่อสารและเครือข่าย (Telecommunication)
5.  กระบวนการทำงาน (Procedure)
6.  บุคลากร (People)

5.  จงยกตัวอย่างระบบใดๆ มา 1 ระบบ พร้อมทั้งจำแนกส่วนประกอบและเป้าหมาย
ตอบ =  ระบบ = โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์
ส่วนนำเข้า = พนักงาน (ช่างไม้) ไม้, ตะปู, กาว, เลื่อย, เครื่องยิงตะปู ,ยางต่างๆ, กระจก, สี, น้ำยาเคลือบเงา, ฯลฯ
ประมวลผล = ตอก เลื่อย เคาะ ไส ประกอบ พ่น เคลือบ
ผลลัพธ์ = โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ ชั้นวาง เตียง เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ฯลฯ
            เป้าหมาย = สิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ